การหมั้นเป็นประเพณีที่คนไทยให้ความสำคัญ แต่หลายคนไม่รู้ว่าการหมั้นมีผลทางกฎหมายด้วย เมื่อการหมั้นไม่ได้ไปถึงงานแต่ง คำถามที่ตามมาคือ แหวนหรือทองที่ให้ไปต้องคืนไหม สินสอดที่ให้พ่อแม่อีกฝ่ายเรียกคืนได้หรือไม่ และค่าจัดงานที่จ่ายไปแล้วใครรับผิดชอบ บทความนี้สรุปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1435 ถึง 1447/2 ฉบับที่แก้ไขโดยกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568

กฎหมายใหม่ใช้คำว่า "ผู้หมั้น" และ "ผู้รับหมั้น"

เดิมกฎหมายเขียนว่าฝ่ายชายเป็นผู้ให้ของหมั้นแก่หญิง หลังการแก้ไขในปี 2567 กฎหมายใช้คำกลาง ๆ ว่าผู้หมั้นคือฝ่ายที่ให้ของหมั้น และผู้รับหมั้นคือฝ่ายที่รับของหมั้น ไม่ว่าคู่หมั้นจะเป็นเพศใด หลักเรื่องการคืนของและค่าทดแทนจึงใช้กับทุกคู่เหมือนกัน

หมั้นได้เมื่ออายุเท่าไร

  • การหมั้นทำได้เมื่อทั้งสองฝ่ายอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ถ้าฝ่าฝืน การหมั้นเป็นโมฆะ (มาตรา 1435)
  • ผู้ที่อายุ 18 หรือ 19 ปียังเป็นผู้เยาว์ (บรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ 20 ปี ตามมาตรา 19) จะหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมจากพ่อและแม่ หรือพ่อหรือแม่ที่เหลืออยู่ ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี ถ้าหมั้นโดยไม่ได้รับความยินยอม การหมั้นเป็นโมฆียะ (มาตรา 1436)

ของหมั้นกับสินสอดไม่เหมือนกัน

แผนภาพเปรียบเทียบของหมั้นกับสินสอด และเงื่อนไขอายุของการหมั้น

ของหมั้น คือทรัพย์สินที่ฝ่ายผู้หมั้นส่งมอบหรือโอนให้ผู้รับหมั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน เช่น แหวน สร้อยทอง การหมั้นสมบูรณ์เมื่อส่งมอบของหมั้นแล้ว และเมื่อหมั้นแล้ว ของหมั้นตกเป็นสิทธิของผู้รับหมั้นเอง (มาตรา 1437 วรรคหนึ่งและวรรคสอง) ถ้ามีเพียงการพูดตกลงหรือสัญญาว่าจะให้ของหมั้นภายหลัง โดยยังไม่ได้ส่งมอบ ก็ยังไม่เป็นการหมั้นที่สมบูรณ์ตามมาตรานี้

สินสอด คือทรัพย์สินที่ฝ่ายผู้หมั้นให้แก่พ่อแม่ ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของฝ่ายผู้รับหมั้น เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส (มาตรา 1437 วรรคสาม) กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนของหมั้นหรือสินสอดไว้ เป็นเรื่องที่สองครอบครัวตกลงกันเอง

ของหมั้น สินสอด
ให้แก่ใคร ผู้รับหมั้น พ่อแม่ ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองของผู้รับหมั้น
ให้เพื่ออะไร เป็นหลักฐานว่าจะสมรส ตอบแทนที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส
ตกเป็นของใคร ผู้รับหมั้น ผู้ที่ได้รับสินสอด
เรียกคืนได้เมื่อ ผู้รับหมั้นผิดสัญญาหมั้น หรือผู้หมั้นบอกเลิกเพราะเหตุสำคัญที่เกิดแก่ผู้รับหมั้น งานแต่งไม่เกิดเพราะเหตุสำคัญที่เกิดแก่ผู้รับหมั้น หรือพฤติการณ์ที่ฝ่ายผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ

หมั้นแล้วบังคับให้แต่งงานไม่ได้

การหมั้นไม่ใช่เหตุที่จะขอให้ศาลบังคับให้อีกฝ่ายสมรสได้ และถ้าตกลงกันไว้ว่าผู้ผิดสัญญาหมั้นต้องจ่ายเบี้ยปรับ ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (มาตรา 1438) สิ่งที่กฎหมายให้คือสิทธิเรียกคืนของหมั้นหรือสินสอด และสิทธิเรียกค่าทดแทนตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

เมื่อการหมั้นไม่ได้ไปถึงการสมรส ใครคืนอะไร

สรุป 6 กรณีเมื่อการหมั้นไม่ได้ไปถึงการสมรส ใครต้องคืนอะไร และอายุความ 6 เดือน

  1. ฝ่ายผู้รับหมั้นผิดสัญญาหมั้น เช่น ไม่ยอมแต่งงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องคืนของหมั้น และผู้หมั้นเรียกค่าทดแทนได้ (มาตรา 1439)
  2. ฝ่ายผู้หมั้นผิดสัญญาหมั้น ผู้รับหมั้นไม่ต้องคืนของหมั้น และเรียกค่าทดแทนจากผู้หมั้นได้ (มาตรา 1439)
  3. มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้รับหมั้น จนผู้หมั้นไม่สมควรสมรสด้วย ผู้หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ และผู้รับหมั้นต้องคืนของหมั้น (มาตรา 1442)
  4. มีเหตุสำคัญเกิดแก่ผู้หมั้น จนผู้รับหมั้นไม่สมควรสมรสด้วย ผู้รับหมั้นบอกเลิกได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้น (มาตรา 1443)
  5. คู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตก่อนสมรส ไม่มีใครเรียกค่าทดแทนได้ และไม่ต้องคืนทั้งของหมั้นและสินสอด (มาตรา 1441)

ถ้าเหตุที่บอกเลิกเกิดจากการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหลังการหมั้น ฝ่ายที่ทำชั่วต้องจ่ายค่าทดแทนเหมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น (มาตรา 1444) ส่วนสินสอด ฝ่ายผู้หมั้นเรียกคืนได้เมื่อไม่มีการสมรสเพราะเหตุสำคัญที่เกิดแก่ผู้รับหมั้น หรือพฤติการณ์ที่ฝ่ายผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ (มาตรา 1437 วรรคสาม) การคืนของหมั้นหรือสินสอดใช้หลักเรื่องลาภมิควรได้ มาตรา 412 ถึง 418 โดยอนุโลม

ค่าทดแทนเรียกอะไรได้บ้าง

มาตรา 1440 ให้เรียกค่าทดแทนได้ 3 อย่าง

  • ความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงของคู่หมั้น
  • ค่าใช้จ่ายหรือหนี้ที่คู่หมั้น พ่อแม่ หรือผู้ที่ทำหน้าที่อย่างพ่อแม่ ต้องเสียไปเพื่อเตรียมงานสมรส โดยสุจริตและตามสมควร
  • ความเสียหายที่คู่หมั้นจัดการทรัพย์สินหรือการงานอาชีพของตนไปตามสมควร เพราะคาดว่าจะได้สมรส

ถ้าผู้รับหมั้นเป็นฝ่ายที่มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจถือว่าของหมั้นที่ได้ไปแล้วเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ หรือให้ค่าทดแทนโดยไม่นับของหมั้นก็ได้ จำนวนค่าทดแทนศาลกำหนดตามพฤติการณ์ (มาตรา 1447)

นอกจากนี้ คู่หมั้นยังเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้ในบางกรณี คือผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรรู้ว่าหมั้นกันแล้ว หลังจากบอกเลิกสัญญาหมั้น (มาตรา 1445) และผู้ที่ข่มขืนหรือพยายามข่มขืนคู่หมั้นของตนโดยรู้หรือควรรู้ถึงการหมั้น โดยไม่ต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นก่อน (มาตรา 1446)

ตัวอย่าง

เอให้แหวนเพชรราคา 80,000 บาทเป็นของหมั้นแก่บี และให้สินสอด 200,000 บาทแก่พ่อแม่ของบี ต่อมาเอจ่ายมัดจำสถานที่จัดงาน 50,000 บาท แต่บีกลับไม่ยอมแต่งงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร กรณีนี้บีเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น บีต้องคืนแหวนแก่เอ เอเรียกสินสอดคืนจากพ่อแม่ของบีได้เพราะงานแต่งไม่เกิดจากพฤติการณ์ที่ฝ่ายผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ และเรียกค่าทดแทนเป็นค่ามัดจำสถานที่ที่จ่ายไปโดยสุจริตและตามสมควรได้ โดยต้องฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่บีผิดสัญญาหมั้น

กลับกัน ถ้าเอเป็นฝ่ายเปลี่ยนใจเอง บีไม่ต้องคืนแหวน เอเรียกสินสอดคืนไม่ได้เพราะเหตุไม่ได้เกิดจากฝ่ายผู้รับหมั้น และบีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากเอ

อายุความ 6 เดือน อย่ารอนาน

  • เรียกค่าทดแทนเพราะผิดสัญญาหมั้น: 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น (มาตรา 1447/1)
  • เรียกค่าทดแทนเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง: 6 เดือนนับแต่วันรู้หรือควรรู้ แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่กระทำ (มาตรา 1447/1)
  • เรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกตามมาตรา 1445 และ 1446: 6 เดือนนับแต่วันรู้หรือควรรู้ถึงการกระทำและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่กระทำ (มาตรา 1447/1)
  • เรียกคืนของหมั้น: 6 เดือนนับแต่วันที่ผิดสัญญาหมั้น หรือนับแต่วันที่บอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 (มาตรา 1447/2)

สิทธิเรียกค่าทดแทนเหล่านี้ เว้นแต่ค่าใช้จ่ายเตรียมงานสมรส โอนให้คนอื่นไม่ได้และไม่ตกทอดถึงทายาท เว้นแต่อีกฝ่ายรับสภาพไว้เป็นหนังสือ หรือได้เริ่มฟ้องคดีแล้ว (มาตรา 1447)

เก็บหลักฐานไว้ตั้งแต่วันหมั้น

เรื่องหมั้นมักพิสูจน์กันด้วยหลักฐาน ควรเก็บรูปและคลิปวันหมั้น รายชื่อพยาน ใบรับหรือหลักฐานการโอนเงินสินสอด ใบเสร็จค่าทองหรือแหวน สัญญาและใบเสร็จค่าจัดงาน รวมทั้งข้อความแชตที่แสดงว่าใครเป็นฝ่ายยกเลิกและเพราะเหตุใด

ปรึกษาทนายเรื่องหมั้นและสินสอด

แต่ละเรื่องมีข้อเท็จจริงต่างกัน ว่าเหตุที่ยกเลิกเป็น "เหตุสำคัญ" หรือไม่ ใครเป็นฝ่ายผิด และค่าใช้จ่ายใดเรียกได้ บน Lawmanee คุณโพสต์เล่าเรื่องได้ฟรีเพื่อให้ทนายด้านครอบครัวที่สนใจติดต่อกลับผ่านแชตในระบบ หรือค้นหาทนายตามประเภทคดีและจังหวัดได้ทันที