เมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต คำถามที่ตามมาเสมอคือ ทรัพย์สินที่ท่านทิ้งไว้จะตกเป็นของใคร และต้องทำอะไรบ้างจึงจะโอนบ้าน ที่ดิน หรือเงินในบัญชีได้ บทความนี้สรุปหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก ให้เข้าใจง่าย

มรดกคืออะไร และตกทอดเมื่อไร

มรดกคือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย รวมทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่สิ่งที่เป็นการเฉพาะตัว และตกทอดแก่ทายาททันทีที่เจ้ามรดกเสียชีวิต (มาตรา 1599 และ 1600) หนี้ของผู้ตายจึงเป็นส่วนหนึ่งของมรดกด้วย แต่ทายาทรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน (มาตรา 1601)

ทายาทมี 2 ประเภท คือผู้รับพินัยกรรมและทายาทโดยธรรม ทรัพย์สินที่ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้จะเป็นไปตามพินัยกรรม ส่วนที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้จะตกแก่ทายาทโดยธรรม

ทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ

แผนภาพลำดับทายาทโดยธรรม 6 ลำดับ ตั้งแต่ผู้สืบสันดานจนถึงลุง ป้า น้า อา

มาตรา 1629 แบ่งทายาทโดยธรรมเป็น 6 ลำดับ

  1. ผู้สืบสันดาน เช่น ลูก หลาน
  2. บิดามารดา
  3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
  4. พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
  5. ปู่ ย่า ตา ยาย
  6. ลุง ป้า น้า อา

หลักสำคัญคือลำดับก่อนตัดลำดับหลัง ถ้ามีทายาทลำดับที่ใกล้กว่า ทายาทลำดับถัดไปจะไม่ได้รับมรดก (มาตรา 1630) ยกเว้นกรณีที่ผู้ตายมีลูกและพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อแม่จะได้ส่วนแบ่งเท่ากับลูกหนึ่งคน

ลูกที่มีสิทธิรับมรดกของพ่อ ได้แก่ ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่จดทะเบียนสมรส ลูกนอกสมรสที่พ่อรับรองแล้ว และบุตรบุญธรรม (มาตรา 1627) ส่วนมรดกของแม่ ลูกทุกคนเป็นทายาทเสมอ

คู่สมรสได้เท่าไร

คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเป็นทายาทโดยธรรมเสมอ แต่ก่อนแบ่งมรดกต้องแยกสินสมรสออกก่อน คู่สมรสที่ยังมีชีวิตได้สินสมรสไปครึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของ อีกครึ่งหนึ่งรวมกับสินส่วนตัวของผู้ตายจึงเป็นมรดกที่นำมาแบ่ง

ส่วนแบ่งของคู่สมรสในกองมรดกขึ้นกับว่ามีทายาทลำดับใดอยู่ (มาตรา 1635)

ทายาทอื่นที่มีอยู่ คู่สมรสได้
ลูกหรือผู้สืบสันดาน เท่ากับลูกหนึ่งคน
ไม่มีลูก แต่มีพ่อแม่ หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา ครึ่งหนึ่งของมรดก
มีเพียงพี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ย่าตายาย หรือลุงป้าน้าอา สองในสามของมรดก
ไม่มีทายาทโดยธรรมอื่น ทั้งหมด

ตัวอย่าง สามีเสียชีวิต มีสินสมรส 4 ล้านบาท ไม่มีสินส่วนตัว มีภรรยาและลูก 2 คน พ่อแม่ของสามีเสียชีวิตแล้ว ภรรยาได้สินสมรสครึ่งหนึ่งคือ 2 ล้านบาทก่อน อีก 2 ล้านบาทเป็นมรดก แบ่งให้ภรรยาและลูก 2 คนเท่า ๆ กัน ได้คนละประมาณ 666,667 บาท

คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสไม่เป็นทายาทโดยธรรม ถ้าต้องการให้ทรัพย์สินตกแก่อีกฝ่าย ควรทำพินัยกรรมไว้

พินัยกรรมทำได้หลายแบบ

  • แบบธรรมดา ทำเป็นหนังสือ ลงวันที่ ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานลงลายมือชื่อรับรองในขณะนั้น (มาตรา 1656)
  • แบบเขียนเองทั้งฉบับ เขียนด้วยลายมือตนเองทั้งหมด ลงวันที่และลงลายมือชื่อ ไม่ต้องมีพยาน (มาตรา 1657)
  • แบบเอกสารฝ่ายเมือง ทำต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ (มาตรา 1658)
  • แบบเอกสารลับและแบบวาจา ใช้ในกรณีเฉพาะ (มาตรา 1660 และ 1663)

ผู้เขียนพินัยกรรมแทน พยาน และคู่สมรสของบุคคลเหล่านี้ จะเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมฉบับนั้นไม่ได้ (มาตรา 1653) และพินัยกรรมที่ทำผิดแบบอาจไม่มีผลบังคับ จึงควรให้ทนายตรวจก่อนลงชื่อ

เมื่อไรต้องตั้งผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกคือคนที่มีอำนาจรวบรวม จัดการ และแบ่งทรัพย์มรดกให้ทายาท ศาลตั้งได้เมื่อทายาท ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการยื่นคำร้อง (มาตรา 1713) ในทางปฏิบัติ ธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ มักขอคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกก่อนยอมให้ถอนเงินหรือโอนทรัพย์สินของผู้ตาย โดยเฉพาะเมื่อยอดเงินสูง มีทายาทหลายคน หรือมีทายาทที่ยังเป็นผู้เยาว์

สำหรับที่ดิน บางกรณีทายาทยื่นขอรับมรดกที่สำนักงานที่ดินได้โดยตรง เจ้าพนักงานจะประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ 30 วันก่อนจดทะเบียน

ขั้นตอนขอตั้งผู้จัดการมรดก

ขั้นตอนขอตั้งผู้จัดการมรดก 5 ขั้น ตั้งแต่รวบรวมเอกสารจนถึงแบ่งมรดก

  1. รวบรวมเอกสาร มรณบัตร ทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนของผู้ตายและผู้ร้อง ทะเบียนสมรส สูติบัตรของทายาท บัญชีเครือญาติ หลักฐานทรัพย์สิน เช่น โฉนดและสมุดบัญชี พินัยกรรม (ถ้ามี) และหนังสือยินยอมของทายาทคนอื่น
  2. ยื่นคำร้องต่อศาลในเขตที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาขณะเสียชีวิต จะให้ทนายยื่น ยื่นผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม หรือขอให้พนักงานอัยการช่วยยื่นโดยไม่เสียค่าบริการ (ผู้ร้องยังต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเอง) ก็ได้
  3. ศาลประกาศและนัดไต่สวน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน ผู้ร้องต้องมาเบิกความในวันนัด
  4. ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก นำคำสั่งศาลไปติดต่อธนาคาร สำนักงานที่ดิน และหน่วยงานอื่น
  5. จัดการและแบ่งมรดก ต้องเริ่มทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วันและทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน (มาตรา 1728 และ 1729) แล้วจัดการแบ่งปันให้เสร็จภายใน 1 ปี (มาตรา 1732) เว้นแต่มีการกำหนดเวลาไว้เป็นอย่างอื่น

กำหนดเวลาและภาษีที่ควรรู้

  • อายุความมรดก ทายาทต้องฟ้องเรียกมรดกภายใน 1 ปีนับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก และไม่เกิน 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย (มาตรา 1754) เจ้าหนี้ของผู้ตายก็ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายเช่นกัน ส่วนทายาทที่ครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกันอยู่ ยังเรียกให้แบ่งได้ (มาตรา 1748)
  • ภาษีการรับมรดก ผู้ที่ได้รับมรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท เสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน ในอัตราร้อยละ 5 สำหรับบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับผู้รับรายอื่น ส่วนคู่สมรสไม่ต้องเสีย (พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558)

ปรึกษาทนายเรื่องมรดก

เรื่องมรดกมักมีรายละเอียดเฉพาะของแต่ละครอบครัว เช่น ทายาทไม่ลงรอยกัน มีทรัพย์สินในต่างประเทศ หรือมีทายาทเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีกฎเฉพาะเรื่องการรับมรดกที่ดิน บน Lawmanee คุณโพสต์เล่าเรื่องได้ฟรีเพื่อให้ทนายด้านมรดกติดต่อกลับ หรือค้นหาทนายตามประเภทคดีและจังหวัดได้ทันที