การซื้อบ้านหรือที่ดินมักไม่จบในวันเดียว ผู้ซื้อผู้ขายจะตกลงราคากันก่อน ทำสัญญาจะซื้อจะขาย วางเงินไว้ส่วนหนึ่ง แล้วนัดไปโอนที่สำนักงานที่ดินในภายหลัง ช่วงเวลาระหว่างนั้นคือจุดที่เกิดปัญหาบ่อยที่สุด เช่น ผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมโอน หรือผู้ซื้อหาเงินไม่ครบ บทความนี้สรุปหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้เข้าใจง่าย

สัญญาซื้อขายกับสัญญาจะซื้อจะขาย ต่างกันอย่างไร

  • สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือการโอนกรรมสิทธิ์จริง การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินและบ้าน ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ทำ การซื้อขายนั้นเป็นโมฆะ (มาตรา 456 วรรคหนึ่ง) ในทางปฏิบัติก็คือการไปจดทะเบียนโอนที่สำนักงานที่ดินนั่นเอง
  • สัญญาจะซื้อจะขาย คือคำสัญญาว่าจะไปโอนกันในอนาคต สัญญาแบบนี้ไม่ต้องจดทะเบียน แต่จะฟ้องร้องบังคับกันได้ต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ หลักฐานเป็นหนังสือที่ฝ่ายที่ต้องรับผิดลงลายมือชื่อ หรือได้วางมัดจำ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว (มาตรา 456 วรรคสอง)

แม้จะตกลงกันด้วยวาจาแล้วมีการวางมัดจำก็ฟ้องได้ แต่การทำสัญญาเป็นหนังสือให้ครบถ้วนช่วยลดข้อโต้เถียงภายหลังได้มาก

มัดจำคืออะไร

มัดจำคือสิ่งที่ให้ไว้เมื่อเข้าทำสัญญา เป็นหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันแล้ว และเป็นประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญา (มาตรา 377) ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 378 กำหนดผลไว้ 3 ทาง

  1. ทุกอย่างเป็นไปตามสัญญา มัดจำจะถูกคืน หรือนำไปหักเป็นส่วนหนึ่งของราคาในวันโอน
  2. ผู้วางมัดจำ (ปกติคือผู้ซื้อ) ผิดสัญญา ผู้ขายริบมัดจำได้
  3. ผู้รับมัดจำ (ปกติคือผู้ขาย) ผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ

เงินที่จ่ายภายหลัง ไม่ใช่มัดจำ

เงินที่ผู้ซื้อจ่ายหลังวันทำสัญญา เช่น เงินดาวน์ที่ผ่อนเป็นงวด ถือเป็นการชำระราคาบางส่วน ไม่ใช่มัดจำ แม้สัญญาจะเรียกว่า "มัดจำ" ก็ตาม ศาลดูจากข้อเท็จจริงว่าเงินนั้นให้กันเมื่อไรและเพื่ออะไร

เมื่อสัญญาถูกบอกเลิก คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม (มาตรา 391) เงินที่ชำระราคาไปแล้วจึงต้องคืน แม้ผู้ซื้อจะเป็นฝ่ายผิด แต่ผู้ขายยังเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ซื้อได้

ถ้าสัญญาเขียนว่า "ผิดสัญญาให้ริบเงินที่ชำระมาทั้งหมด" ข้อนี้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ถ้าสูงเกินส่วน ศาลลดลงให้เหลือจำนวนที่พอสมควรได้ (มาตรา 383)

การ์ดเปรียบเทียบมัดจำกับเงินที่จ่ายภายหลัง และผลเมื่อผู้ซื้อหรือผู้ขายผิดสัญญา

มัดจำสูงเกินไป ศาลลดได้ไหม

ได้ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7 ให้อำนาจศาลลดมัดจำที่สูงเกินส่วน ให้ริบได้เพียงเท่าความเสียหายที่แท้จริง

แต่ศาลไม่ได้ลดให้ทุกกรณี ศาลพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด เช่น ใครเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผิดสัญญามาแล้วกี่ครั้ง และอีกฝ่ายเสียหายจริงเท่าไร จึงไม่ควรวางมัดจำสูงเกินจำเป็นตั้งแต่แรก

ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมโอน หรือไม่ยอมจ่าย

ผู้ขายไม่ยอมไปโอน ผู้ซื้อมีทางเลือก

  • ฟ้องให้ศาลบังคับผู้ขายไปจดทะเบียนโอน ถ้าผู้ขายไม่ไป ศาลสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้ขายได้ (มาตรา 213) แล้วผู้ซื้อนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน
  • หรือบอกเลิกสัญญา เรียกมัดจำและเงินที่จ่ายไปแล้วคืน พร้อมค่าเสียหาย

ผู้ซื้อไม่ยอมจ่ายเงินหรือไม่มารับโอน ผู้ขายริบมัดจำได้ และเรียกค่าเสียหายได้ตามที่พิสูจน์ได้

ก่อนบอกเลิกสัญญา ถ้าสัญญาไม่ได้ถือเอาวันโอนเป็นสาระสำคัญ ฝ่ายที่จะบอกเลิกควรมีหนังสือกำหนดเวลาพอสมควรให้อีกฝ่ายปฏิบัติก่อน ถ้ายังไม่ปฏิบัติภายในเวลานั้นจึงบอกเลิกได้ (มาตรา 387) ควรส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและเก็บหลักฐานไว้

ตัวอย่าง

นายเอตกลงซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากนางบีราคา 3,000,000 บาท วันทำสัญญาวางมัดจำ 100,000 บาท อีก 1 เดือนจ่ายเพิ่ม 200,000 บาท ตามที่สัญญากำหนด และนัดโอนอีก 3 เดือน

สถานการณ์ มัดจำ 100,000 บาท เงินที่จ่ายภายหลัง 200,000 บาท
ผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายริบได้ ต้องคืนเมื่อเลิกสัญญา (หักค่าเสียหายจริงที่พิสูจน์ได้ หรือตามเบี้ยปรับที่ศาลเห็นสมควร)
ผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืน ต้องคืน และผู้ซื้อเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องให้โอนได้

ค่าใช้จ่ายวันโอน ใครจ่าย

วันโอนที่สำนักงานที่ดินจะมีค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และภาษีธุรกิจเฉพาะหรืออากรแสตมป์ ซึ่งคำนวณจากราคาประเมินหรือราคาซื้อขายตามที่กฎหมายกำหนด คู่สัญญาตกลงกันได้ว่าใครออกค่าใช้จ่ายรายการไหน ถ้าไม่ได้ตกลงไว้ ค่าธรรมเนียมการทำสัญญาซื้อขายให้ผู้ซื้อผู้ขายออกคนละครึ่ง (มาตรา 457) จึงควรเขียนให้ชัดในสัญญาทุกรายการ และสอบถามยอดจากสำนักงานที่ดินก่อนวันนัด

สิ่งที่ควรมีในสัญญาจะซื้อจะขาย

รายการตรวจสอบ 6 ข้อที่ควรมีในสัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน

  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขบัตรประชาชนของผู้ซื้อผู้ขาย
  • เลขที่โฉนด ตำแหน่งที่ดิน เนื้อที่ และบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างที่รวมอยู่ในการขาย
  • ราคา จำนวนมัดจำที่ให้ในวันทำสัญญา และงวดเงินที่เหลือ โดยเขียนให้ชัดว่าเงินก้อนไหนเป็นมัดจำ
  • วันนัดโอนและสำนักงานที่ดินที่จะไปโอน
  • ใครจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีแต่ละรายการ
  • ผลเมื่อผิดสัญญา และลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย ควรมีพยานลงชื่อด้วย

ก่อนเซ็น ควรขอดูโฉนดตัวจริง ตรวจว่าชื่อเจ้าของตรงกับผู้ขาย และขอตรวจสารบัญจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินว่ามีภาระผูกพันที่จดทะเบียนไว้ เช่น ภาระจำยอมหรือการเช่า หรือไม่

ชาวต่างชาติควรรู้

ชาวต่างชาติโดยทั่วไปถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในไทยไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ จึงควรปรึกษาทนายก่อนวางเงินใด ๆ ส่วนห้องชุดในคอนโดมีกฎโควตาของตัวเอง

ปรึกษาทนายเรื่องสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดิน

การให้ทนายตรวจร่างสัญญาก่อนเซ็นมักถูกกว่าการฟ้องคดีภายหลังมาก บน Lawmanee คุณโพสต์เล่าเรื่องได้ฟรี ทนายที่สนใจจะตอบกลับในแชตของแพลตฟอร์ม หรือค้นหาทนายด้านอสังหาริมทรัพย์ตามจังหวัดได้ทันที