เสียงเพลงดังกลางดึก ควันจากการเผาขยะ กลิ่นจากการเลี้ยงสัตว์ หรือกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำเข้ามาในบ้าน เป็นเรื่องที่เจอได้ทุกชุมชน หลายคนทนเพราะไม่อยากมีเรื่องกับคนบ้านติดกัน แต่กฎหมายไทยให้สิทธิจัดการได้หลายทาง ตั้งแต่ทางที่เบาที่สุดจนถึงการฟ้องศาล บทความนี้สรุปว่าแต่ละทางใช้อย่างไร

เดือดร้อนแค่ไหน กฎหมายจึงคุ้มครอง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 วางหลักว่า ถ้าบุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อน เกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร เมื่อคำนึงถึงสภาพและตำแหน่งที่อยู่ของทรัพย์สินนั้น เจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิปฏิบัติการเพื่อให้ความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นสิ้นไป และยังเรียกค่าทดแทนได้ด้วย

กฎหมายจึงไม่ได้ห้ามเสียงหรือกลิ่นทุกอย่าง การอยู่ใกล้กันย่อมมีเสียงและกลิ่นตามปกติของการใช้ชีวิต สิ่งที่กฎหมายคุ้มครองคือความเดือดร้อนที่เกินปกติ โดยดูจากสภาพและที่ตั้งของทรัพย์สินประกอบ

4 ทางเลือกเมื่อถูกรบกวน

ทางเลือก 4 ทางเมื่อเพื่อนบ้านก่อความเดือดร้อนรำคาญ ตั้งแต่พูดคุยจนถึงฟ้องศาล

ทางเลือก ติดต่อที่ไหน ผลที่ได้
พูดคุยและแจ้งเป็นหนังสือ เพื่อนบ้านโดยตรง นิติบุคคลอาคารชุดหรือหมู่บ้าน แก้ได้เร็ว และเป็นหลักฐานว่าเคยแจ้งแล้ว
ร้องเรียนเหตุรำคาญ สำนักงานเขต เทศบาล หรือ อบต. เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งให้ระงับเหตุ
ไกล่เกลี่ย ศูนย์ดำรงธรรม หรือศาลที่มีเขตอำนาจ ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
ฟ้องศาล ศาลที่มีเขตอำนาจ คำพิพากษาให้หยุดหรือแก้ไข และค่าเสียหาย

ไม่จำเป็นต้องทำตามลำดับ แต่การเริ่มจากทางที่เบากว่ามักรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ และหลักฐานที่เก็บไว้ใช้ได้กับทุกทาง

เริ่มจากเก็บหลักฐาน

หลักฐาน 6 อย่างที่ควรเก็บเมื่อถูกเพื่อนบ้านรบกวน

  • บันทึกวันและเวลา ที่เกิดเหตุแต่ละครั้ง และเกิดนานเท่าไร
  • คลิปเสียงหรือวิดีโอ ที่ถ่ายจากในบ้านของคุณเอง
  • ภาพถ่าย ควัน ฝุ่น น้ำเสีย หรือกิ่งไม้ที่ล้ำเข้ามา
  • พยาน เพื่อนบ้านคนอื่นที่เดือดร้อนจากเหตุเดียวกัน
  • หลักฐานว่าเคยแจ้งแล้ว เช่น ข้อความ จดหมาย หรือเรื่องที่แจ้งนิติบุคคล
  • หลักฐานความเสียหาย เช่น ใบเสร็จค่าซ่อมแซม หรือใบรับรองแพทย์

ร้องเรียนเหตุรำคาญต่อท้องถิ่น

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 25 ถือว่าเหตุที่อาจก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้นเป็นเหตุรำคาญ เช่น

  • การกระทำที่ทำให้เกิดกลิ่น แสง เสียง ความร้อน ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง เขม่า หรือเถ้า จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การเลี้ยงสัตว์ในที่หรือโดยวิธีใด หรือมีจำนวนเกินสมควร จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

เมื่อเหตุรำคาญเกิดในสถานที่เอกชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นั้นระงับเหตุภายในเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าระงับเหตุได้ โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่เป็นต้นเหตุต้องเสียค่าใช้จ่าย (มาตรา 28) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 74)

ผู้ร้องเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่าหรือผู้อยู่อาศัยที่เดือดร้อนก็ร้องเรียนได้ โดยแจ้งที่สำนักงานเขต เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ในกรุงเทพมหานครแจ้งผ่านสายด่วน 1555 หรือ Traffy Fondue ได้ ส่วนต่างจังหวัดแจ้งศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ได้อีกทางหนึ่ง

เสียงดังกับความผิดอาญา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 370 กำหนดว่า ผู้ใดส่งเสียง ทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ถ้าเสียงดังเกิดขึ้นขณะนั้นและพูดคุยกันไม่ได้ จึงแจ้งตำรวจในท้องที่ได้

กิ่งไม้และรากไม้ที่ล้ำเข้ามา

มาตรา 1347 ให้เจ้าของที่ดินตัดรากไม้ที่รุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้ได้ ส่วนกิ่งไม้ที่ยื่นล้ำเข้ามา ต้องบอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรก่อน ถ้าเขาไม่ตัด เจ้าของที่ดินจึงตัดเองได้ ควรบอกเป็นหนังสือหรือข้อความที่เก็บไว้เป็นหลักฐานได้

ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง

ถ้าคุยกันเองไม่ได้ผล ลองใช้คนกลาง เช่น นิติบุคคลอาคารชุดหรือหมู่บ้านจัดสรร ผู้นำชุมชน หรือศูนย์ดำรงธรรม

อีกทางหนึ่งคือการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องที่ศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ก่อนยื่นฟ้องคดีแพ่ง ผู้ที่จะเป็นคู่ความยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมมาไกล่เกลี่ยได้ โดยไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ถ้าตกลงกันได้จะทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

ฟ้องศาลให้หยุดและเรียกค่าเสียหาย

เมื่อทางอื่นไม่ได้ผล เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ฟ้องศาลโดยอาศัยมาตรา 1337 ขอให้สั่งให้อีกฝ่ายหยุดหรือแก้ไขสิ่งที่ก่อความเดือดร้อน และเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดตามมาตรา 420 ได้

สิทธิเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดมีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด (มาตรา 448) จึงไม่ควรปล่อยเรื่องไว้นาน

สิ่งที่ไม่ควรทำคือการตอบโต้ด้วยตัวเอง เช่น เปิดเสียงดังกลับ ทำลายทรัพย์สิน หรือโพสต์ประจานพร้อมชื่อและภาพของอีกฝ่าย เพราะอาจกลายเป็นฝ่ายถูกดำเนินคดีเสียเอง

ปรึกษาทนายเรื่องเพื่อนบ้าน

ถ้าเรื่องยืดเยื้อ มีความเสียหายต่อบ้านหรือสุขภาพ หรืออีกฝ่ายเป็นกิจการที่เปิดใกล้บ้าน ทนายช่วยประเมินหลักฐาน ร่างหนังสือแจ้ง และวางแผนว่าจะใช้ทางใดก่อนได้ บน Lawmanee คุณโพสต์เล่าเรื่องได้ฟรีเพื่อให้ทนายที่สนใจติดต่อกลับทางแชทของแพลตฟอร์ม หรือค้นหาทนายตามประเภทคดี จังหวัด และภาษา